วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

วิจัย "กะเม็ง-กระชาย" มีฤทธิ์ต้านไวรัส "HIV"

วิจัย "กะเม็ง-กระชาย" มีฤทธิ์ต้านไวรัส "HIV"

ผู้ป่วย HIV มีความหวังขึ้นมาแล้ว และเป็นข่าวดีของคนไทยด้วย คราวนี้โด่งดังไปทั่วโลกจริงๆ เสียที

วิจัย "กะเม็ง-กระชาย" มีฤทธิ์ต้านไวรัส "HIV"


กะเม็ง (ภาพจาก herbal.pharmacy.psu.ac.th)



กระชาย สมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี (ภาพจาก http://www.bpp.go.th)




นัก วิจัย ม.อ. ศึกษาสารสกัดจาก "กระชาย" และ "กะเม็ง" พบมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเอชไอวี หวังพัฒนาเป็นยารักษาผู้ป่วยเอดส์ ส่วนกระชายดำและทองพันชั่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและภูมิแพ้ หนุนใช้สมุนไพรในตำรายาไทย พร้อมเตือนให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผ่านการรับรอง และใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะอาจเป็นพิษต่อร่างกายหากใช้มากเกินไป


รศ.ดร.สุ ภิญญา ติ๋วตระกูล นักวิจัยและอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากสมุนไพรในตำรายาไทย โดยพบว่าสารสกัดจากกระชายและกะเม็งมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี (HIV) ส่วนกระชายดำและทองพันชั่งช่วยต้านการอักเสบและต้านภูมิแพ้ได้


"จาก ข้อมูลการใช้กระชายเป็นสมุนไพรรักษาโรคฉวยโอกาสในผู้ป่วยเอดส์ จึงทดลองนำกระชายมาทำเป็นสารสกัดหยาบ แล้วนำไปทดสอบฤทธิ์ พบว่าสามารถยั้บยั้งการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีได้ในหลอดทดลองเช่นเดียว กับสารสกัดหยาบจากกะเม็ง" รศ.ดร.สุภิญญา อธิบาย


เมื่อ พบว่าสารสกัดหยาบจากสมุนไพรดังกล่าวมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวีได้จริง นักวิจัยจึงทดลองแยกสารสกัดหยาบให้ได้เป็นสารบริสุทธิ์ แล้วนำไปทดสอบฤทธิ์ พบว่าสารแพนดูราติน เอ (Panduratin A) และไฮดรอกซีแพนดูราติน เอ (Hydroxypanduratin A) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสของเชื้อเอสไอวี (HIV-1 protease)


ส่วนสารออโรบอล (Orobol) และ เวเดโลแลคโตน (Wedelolactone) ที่แยกได้จากใบกะเม็ง มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อินทีเกรส (HIV-1 integrase) ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมสายดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเข้ากับดีเอ็นเอของคน จึงทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีไม่สามารถแพร่กระจายไปสู่เซลล์อื่นๆ ได้อีก


"ผล การทดสอบที่ได้ยังอยู่ในระดับหลอดทดลอง ซึ่งใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการใช้สมุนไพรในการรักษาผู้ป่วยเอดส์ได้ และสามารถพัฒนาสารสกัดหยาบให้เป็นยาได้ โดยอาจต้องร่วมกับแพทย์แผนไทยเพื่อทำการวิจัยในระดับคลินิก ส่วนการพัฒนายาต้านไวรัสจากสารสกัดบริสุทธิ์นั้นยังต้องใช้เวลาศึกษาวิจัย อีกหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน รวมถึงการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลองด้วย" นักวิจัยเผย ซึ่งผลงานวิจัยของ รศ.ดร.สุภิญญา เป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัล 2010 TRF-CHE-SCOPUS Research Award จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)


นอกจาก นั้น นักวิจัยยังศึกษาและพบว่าสารสกัดจากกระชายดำมีฤทธิ์ช่วยลดอาการบวมและการ อักเสบในหนูทดลอง ส่วนสารสกัดจากทองพันชั่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและยับยั้งสารก่อภูมิแพ้ได้ดี จากการทดสอบในเซลล์ไลน์


อย่างไรก็ตาม ทั้งกระชายและทองพันชั่งจัดเป็นสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน และมีการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรเป็นจำนวนมาก รศ.ดร.สุภิญญา จึงแนะนำผู้บริโภคว่าควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผ่านการรับรองจากสำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากสมุนบางชนิดอาจก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกายได้หากใช้ในปริมาณ มากเกินไป

ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000146299

ตะขบ...กินแล้วสูง เพราะมีแคลเซียมสูง

ตะขบ...กินแล้วสูง เพราะมีแคลเซียมสูง..อย่าเชื่อต้อง่านก่อน

วิจัยชี้ “ตะขบ” แคลเซียม-โพแทสเซียมสูง! ลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ป่วยเบาหวานเลี่ยง “ลิ้นจี่-องุ่น”



วิจัย พบ “ตะขบ” สุดยอดผลไม้ไทย! ประโยชน์เพียบ ใยอาหาร-แคลเซียม-โพแทสเซียม สูง ชี้ดูดซับคอเรสเตอรอลดี ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ เส้นเลือดสมองแตก เตือนคนคุมน้ำหนัก ผู้ป่วยเบาหวานเลี่ยง “ลิ้นจี่-องุ่น” น้ำตาลมาก แนะกิน “มะพร้าวอ่อน-ลูกตาลอ่อน” แทน

นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “ปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้”

โดยการเก็บ ตัวอย่างผลไม้จำนวน 30 ตัวอย่าง จากท้องตลาด 5 แห่งในเขต กทม.และปริมณฑล โดยเก็บตัวอย่างละ 2 กิโลกรัม มาวิเคราะห์ใน 2 ส่วน คือ 1.วิเคราะห์น้ำตาลและน้ำ 2.วิเคราะห์ใยอาหาร โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุ ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า

ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี ผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่
- ตะขบ 6.3 กรัม
- ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม
- ลูกหว้า 3.3 กรัม และ
- ฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม

ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่
- ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม
- องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม
- ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม
- สละ 13 กรัม และ
- องุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม

และผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่
- เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม
- ลูกหว้า 5 กรัม
- ลูกตาลอ่อน 5 กรัม
- ราสเบอร์รี 6 กรัม และ
- แคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม

ผล ไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก จากการศึกษาครั้งนี้พบ ตะขบและมะม่วงเขียวเสวย (ดิบ) มีพลังงานมากกว่าผลไม้อื่นคือมี 97 และ 87 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม

นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับปริมาณแร่ธาตุ โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ในผลไม้ 100 กรัม พบว่า มีโพแทสเซียม 106-773 มิลลิกรัม โซเดียม 0.7-19.8 มิลลิกรัม แคลเซียม 0.3-108 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 0-60.7 มิลลิกรัม

ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ได้แก่ ตะขบ 773 มิลลิกรัม เชอรี่นอก 486 มิลลิกรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 381 มิลลิกรัม และน้ำมะพร้าวอ่อน 330 มิลลิกรัม

ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมสูง คือ ลูกท้อสด มีโซเดียม 19.8 มิลลิกรัม ราสเบอร์รี 16.7 มิลลิกรัม ตะขบ 12.8 มิลลิกรัม

ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง คือ ตะขบ มีแคลเซียม 108 มิลลิกรัม

ผลไม้ที่มีฟอสฟอรัสสูง คือ ลูกหว้า มีฟอสฟอรัส 60.7 มิลลิกรัม ตะขบ 51.7 มิลลิกรัม

“จากการศึกษาครั้งนี้ พบ ตะขบ ฝรั่ง และ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลิ้นจี่ และ องุ่น อาจเป็นผลไม้ที่ควรระวัง หรือต้องห้ามสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่แนะนำให้กิน เนื้อมะพร้าวอ่อน หรือ ลูกตาลอ่อน ทดแทนได้ เพราะมีน้ำตาลน้อย ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมน้อย จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมในผลไม้จัดเป็นแร่ธาตุหลักที่พบ ซึ่งหากมีมาก อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิดได้ รวมการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว


ที่มา
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000174662

พริกไทย ราชาแห่งเครื่องเทศ ช่วยรักษา อัลไซเมอร์

พริกไทย ราชาแห่งเครื่องเทศ ช่วยรักษา อัลไซเมอร์
พริกไทย ราชาแห่งเครื่องเทศ ช่วยรักษา อัลไซเมอร์ (ธรรมลีลา)
โดย : ป้าบัว

เครื่องเทศที่มีกันอยู่ทุกครัวเรือน "พริกไทย" พริกไทยเม็ดเล็ก ๆ นี่แหละค่ะที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์มากมาย ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน (11.3%) แป้ง (50%) แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน วิตามินซี และมีน้ำมันหอมระเหยที่มีสีเหลืองราว 1-2% เช่น โมโนเทอร์ปีน (monoterperne) และเซสควเทอร์ปีน (sesquiterpene) ไฟนีน (pinene) โอลีโอเรซิน (Oleoresin) 12-14% ประกอบด้วยสารที่ทำให้มีกลิ่นฉุนเย็นเป็นอัลคาลอยด์ คือ ไพเพอรีน (piperine) สารที่ให้รสเผ็ด คือ คาวิซีน (chavicine)ประมาณ 1% และสารพวกฟีนอลิกส์ (Phenolics)

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับพริกไทยกันสักหน่อย (ถึงจะกินทุกวันแต่ก็ยังไม่ค่อยรู้จัก) พริกไทยมีรสชาติเผ็ดร้อน กลิ่นหอมฉุน เป็นตัวชูรส ช่วยเจริญอาหาร จึงจัดเป็นเครื่องเทศยอดนิยมของชนเกือบทุกชาติ เพราะเต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น "ราชาแห่งเครื่องเทศ" (King of Spices) ที่ผู้คนใช้กันมานับพัน ๆ ปี เป็นพืชพื้นเมืองของอินเดีย เพราะมีแหล่งกำเนิดอยู่แถวชายฝั่งมะละบาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันอินเดียเป็นผู้ผลิตและส่งออกพริกไทยรายใหญ่ของโลก

พริกไทยมี 3 ชนิด คือ พริกไทยดำ (Black Pepper) พริกไทยขาวหรือเรียกว่า พริกไทยล่อน (White Pepper) และพริกไทยอ่อนหรือพริกไทยสด (Green Pepper) ทั้ง 3 ชนิดนี้ก็มาจากต้นเดียวกันค่ะ พริกไทยดำมาจากผลพริกไทยที่โตเต็มที่มีสีเขียวเข้มจัด นำมาตากแดดให้แห้งจนเป็นสีดำ ส่วนพริกไทยขาวนั้น มาจากผลสุกที่แก่จัดจนเป็นสีแดงมาแช่น้ำ นำมาลอกเปลือกออก แล้วตากแดดให้แห้ง ก็จะได้ผลสีขาว ส่วนพริกไทยอ่อนก็คือผลของพริกไทยที่ยังโตไม่เต็มที่นั่นเอง

คราวนี้มาดูกันว่าความมหัศจรรย์ทางยาของราชาเครื่องเทศ มีมากน้อยแค่ไหนในตำรายาไทย กล่าวว่า

รากพริกไทย มีรสร้อน แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน ขับลมในลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร

เถาพริกไทย รสร้อน แก้ท้องร่วงอย่างรุนแรง แก้เสมหะในทรวงอก

ใบพริกไทย รสเผ็ดร้อน แก้ลม แก้จุกเสียด แน่น ปวดมวนท้อง

ดอกพริกไทย รสเผ็ดร้อน แก้ตาแดง

เมล็ดพริกไทย รสเผ็ดร้อน แก้ลม อัมพฤกษ์ บำรุงสายตา แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแก้เสมหะ แก้ตกขาว

ส่วนทางแพทย์แผนปัจจุบันพบว่า พริกไทยกระตุ้นการไหลของน้ำลายและน้ำย่อย ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้กล้ามเนื้อในกระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อาหารถูกย่อยง่าย

เมื่อนำพริกไทยมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันหอมระเหย เรียกว่า 'น้ำมันพริกไทย' โดยพริกไทยดำจะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าและมีกลิ่นฉุนกว่าพริกไทยขาว ในทางเภสัชกรรม พบว่าพริกไทยมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 1-3% โอลีโอเรซิน (Oleoresin) 12-14% ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญที่ทำให้มีกลิ่นฉุนและรสร้อนคือ ไพเพอรีน (PiPerine) ซึ่งมีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า พริกไทยช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ช่วยจับสารก่อมะเร็งในอาหาร และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด และอาจจะเป็นด้วยเหตุนี้ที่คนโบราณใช้พริกไทยผง เป็นสารถนอมอาหารไม่ให้บูดเน่า

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ไพเพอรีนสามารถใช้แก้ลมบ้าหมู (Antiepileptic)ได้ และเมื่อเตรียมอนุพันธ์ของไพเพอรีน คือ Antiepilepsinine พบว่า สามารถแก้อาการชักได้ผลดีกว่า และมีผลข้างเคียงน้อยกว่ารวมทั้งน้ำมันหอมระเหยในพริกไทยนี้ยังช่วยแก้หวัด ได้ โดยได้ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันที่ใช้สูดดมอีกด้วย และการดมน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากพริกไทยนี้ ยังสามารถลดความอยากสูบบุหรี่ และอาการหงุดหงิดได้เป็นอย่างดี

ล่าสุด คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำพริกไทยดำมาสกัดเพื่อใช้รักษาภาวะความจำบกพร่อง โดยพบว่าสารไพเพอรีนในพริกไทยดำ มีคุณสมบัติช่วยทำให้สมองส่วนที่บกพร่องสามารถกู้กลับคืนมาได้

ส่วนพริกไทยอ่อนให้แคลเซียมในปริมาณสูงมาก รองลงมาก็มีทั้งฟอสฟอรัส วิตามินซี และเบต้า-แคโรทีน ที่ช่วยป้องกันมะเร็ง

ชาวจีนใช้พริกไทยเพื่อระงับอาการปวดท้อง แก้ไข้มาลาเรีย แก้อหิวาตกโรค และเพราะเหตุที่เปลือกของพริกไทยมีน้ำย่อยสำหรับย่อยไขมัน ตำราโบราณจึงเชื่อกันว่าพริกไทยสามารถลดความอ้วนได้

แม้ว่าพริกไทยจะมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากเพียงใด แต่การกินพริกไทยจำนวนมากเกินไป ย่อมเกิดผลข้างเคียงขึ้นมาได้เหมือนกันค่ะ เพราะนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ออกมาเตือนว่า การกินพริกไทยดำครั้งละมาก ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพื่อเสริมความงาม ทำให้ผิวพรรณผ่องใส แถมช่วยลดความอ้วน ตามที่มีการโฆษณากันนั้นต้องระวังให้มากค่ะ เพราะอาจจะได้รับสารอัลคาลอยด์สะสม เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งขึ้นมาได้เหมือนกัน ทางที่ดีควรจะบริโภคแต่น้อย เพราะร่างกายสามารถขับออกมาได้

ช่วงอากาศหนาว ๆ กินพริกไทยสักหน่อย ก็จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ค่ะ

ที่มา
http://health.kapook.com/view4454.html

บทความน่าสนใจ

ฮือฮา! เอฟบีไอ เผย ยูเอฟโอ-มนุษย์ต่างดาวมีจริง
ฮือฮา! เอฟบีไอ เผย ยูเอฟโอ-มนุษย์ต่างดาวมีจริง


ภาพจากhttp://blog.spu.ac.th/home/blog_data/824/4824/images/ufo/ufo6.jpg

จากเว็บไซต์ "The vault" ของเอฟบีไอ เปิดเผยยูเอฟโอ-มนุษย์ต่างดาวมีจริง!!

จากการศึกษาค้นคว้าเรื่องของมนุษย์ต่างดาวซึ่งเป็นที่สนใจ และมีการถกเถียงกันในวงกว้าง หลังจากที่ยูเอฟโอพุ่งเข้าชนโลกเมื่อปี ค.ศ.1947 ที่เมืองรอสเวล และโคโรนา มลรัฐนิวเม็กซิโก ข้อมูลดังกล่าวในขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นข้อมูลเอ็กซ์ไฟล์ที่มาจาก เว็บไซต์ของเอฟบีไอจริง

โดยรายงานข้อมูลกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.1950 ระบุว่า ยูเอฟโอ 3 ลำได้พุ่งเข้าชน และมีมนุษย์ต่างดาวออกมาจากจานบิน ซึ่งยูเอฟโอมีลักษณะกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 ฟุต พร้อมกับพบร่างที่ออกมาจากจานบิน 3 ร่าง สูงเพียง 3 ฟุตเท่านั้น สวมเครื่องต่างกายด้วยโลหะอย่างดี อยู่ในภาวะหมดสติอยู่ ซึ่งเชื่อว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว ส่วนสาเหตุที่ทำให้ยูเอฟโอพุ่งเข้าชนโลกเนื่องจากมีการติดตั้งเรดาร์ซึ่งมี คลื่นความถี่สูงมากบริเวณดังกล่าว จึงก่อกวนการควบคุมของยูเอฟโอ และทำให้ตกลงมา

หลังจากที่ข้อมูลของเอฟบีไอเปิดเผยสู่สาธารณชน ทำให้เกิดความเชื่อว่า ปรากฏการณ์ที่ยูเอฟโอพุ่งเข้าชนโลกเป็นเรื่องจริง อีกทั้งทางด้าน นิก โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้สอบสวนวัตถุลึกลับทางอาการของกระทรวงกลาโหม ก็ได้ระบุเมื่อวันที่ 10 เมษายนว่า ข้อมูลดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์ต่างดาวและยานอวกาศ "มีอยู่จริง"

อย่างไรก็ตาม จากการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวได้ปลุกกระแสให้สาธารณชนสืบหาข้อมูลของยูเอฟโอ และมนุษย์ต่างดาวมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏก็อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับการสืบหาข้อมูลต่อไป


ที่มา
http://www.thesun.co.uk/sol/homepage/news/3519288/Aliens-exist-say-real-life-X-Files.html
http://hilight.kapook.com/view/57874

ภาวะโลกร้อน

เตือน! อีก 40 ปีข้างหน้าเมืองใหญ่ทั่วโลกจะขาดแคลนน้ำ
เตือน! อีก 40 ปีข้างหน้าเมืองใหญ่ทั่วโลกจะขาดแคลนน้ำ



ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือนเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วโลกจะขาดแคลนน้ำในอีก 40 ปีข้างหน้า หากยังไม่มีมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

โรเบิร์ต แมคโดนัลด์ และ คาร์เมน เรเวนก้า สองนักวิทยาศาสตร์จากองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติในวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกโรงเตือนเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วโลกจะขาดแคลนน้ำในอีก 40 ปีข้างหน้า หรือในปี ค.ศ.2050 หากหน่วยงานภาครัฐฯ ของเมืองนั้น ๆ ยังไม่มีมาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำตั้งแต่บัดนี้ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ระดับโลกอย่าง ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, นิวเดลี ประเทศอินเดีย, เม็กซิโก ซิตี้ สหรัฐเม็กซิโก, ลากอส ประเทศไนจีเรีย และเตหะราน ประเทศอิหร่าน

แมคโดนัลด์ ยังกล่าวอีกว่า การขาดแคลนน้ำจะส่งผลกระทบต่อน้ำดื่ม, น้ำทำอาหาร, น้ำชำระล้างร่างกาย, น้ำซักล้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและยังมีอัตราการเกิดสูง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากกับประชาชนที่ยากจน โดยอีกใน 10 ปีข้างหน้านี้ จะมีประชากรชาวโลกกว่า 1,500 ล้านคน จะต้องบริโภคน้ำที่ไม่สะอาดเพียงพอ (ซึ่งในทุกวันนี้ก็มีกว่า 800 ล้านคนแล้ว) จึงวอนหน่วยงานรัฐฯ ของแต่ละประเทศทั่วโลกออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำในประเทศของตนเอง ไม่ให้มีการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองเพื่อต่อระยะเวลาการขาดแคลนน้ำที่จะเข้ามา ถึงให้ช้าลง



ที่มา
http://hilight.kapook.com/view/57540

แวดวงวิทยาศาสตร์

“ยูริ กาการิน” ผู้แรกสู่อวกาศ ย่างก้าวที่มีชัยแต่กล้บจากไปอย่างปริศนา
มุมที่ "ยูริ กาการิน" เห็น เมื่อ 50 ปีก่อน


ดาวที่กาการินเอ่ยชมว่า "งดงาม" เมื่อยามเป็นมนุษย์คนแรก เดินทางผู้เดียวในอวกาศ (ISS Expedition 7 Crew, EOL, NASA)


วัน ที่ 12 เม.ย.1961 นับเป็นวันที่ "ยูริ อะเลคเสเยวิช กาการิน" (Yuri Alexseyevich Gagarin) เดินทางออกสู่นอกโลก เป็นครั้งแรกของตัวเขาและของมวลมนุษยชาติ

ระหว่างที่ยานวอสตอก 1 นำพาเขาห่างออกไปจากโลกที่ระยะ 200 ไมล์ พร้อมทั้งวนโคจรรอบโลก กาการินได้รายงานภาพที่ประจักษ์แก่สายตาสู่ศูนย์ควบคุมในโซเวียตว่า "ท้องฟ้ามืดสนิท โลกเป็นสีน้ำเงินเขียวใส ทุกสิ่งทุกอย่างมองได้อย่างชัดเจน"

ในห้วง 50 ปีก่อนนั้น คงไม่มีผู้ใดจินตนาการตามกาการินได้ และนี่คือภาพที่บันทึกไว้ในปี 2003 จากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่เชื่อว่าเป็นมุมมองเดียวกับที่กาการินเห็น และบรรยายไว้ในวันที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการอวกาศโลก


“ยูริ กาการิน” ผู้แรกสู่อวกาศ ย่างก้าวที่มีชัยแต่กล้บจากไปอย่างปริศนา

ใช่ ว่าไม่มีใครอาสารับหน้าที่นี้ แต่คนที่ตัดสินใจรับภารกิจเป็นมนุษย์คนแรก ที่ขึ้นไปสัมผัสอวกาศต้องมีความกล้าหาญอยู่ไม่น้อย เพราะผลลัพธ์อาจเป็นไปได้ว่า เขาคนนั้นจะไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตบนโลกอีกเลย แต่ “ยูริ กาการิน” ก็ปลอดภัยกลับมา และเป็นแต้มต่อให้รัสเซียแซงหน้าสหรัฐฯ ไปอีกช่วงตัวในยุคสงครามเย็น

ก่อนที่จะส่งมนุษย์ขึ้นไปท่องอวกาศ มีสุนัข 48 ตัว ที่ขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์นอกโลก แต่ 20 ตัวในจำนวนนั้นไม่ได้กลับผจญชีวิตบนโลกอีกเลย รวมถึง “เจ้าหมาไลกา” (Laika) สัตว์ตัวแรกที่ได้ขึ้นไปท่องอวกาศด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นการหยุดยั้ง ยังมีความพยายามมากขึ้นไปอีกขั้น ในการส่งมนุษย์ขึ้นไปในอวกาศ

ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) เป็น 1 ในอาสาสมัคร 20 คน ที่เข้าร่วมฝึกบินในโครงการลับ ที่ระบุเพียงว่าเป็นการฝึก “อุปกรณ์ประเภทใหม่” (new type of apparatus) โดยมีการฝึกในกรุงมอสโกว์และเมืองใกล้ๆ ของอดึตสหภาพโซเวียต และการมีการคัดตัวมาเรื่อยๆ จนเหลือเพียงเขา ที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงและเยอร์มาน ติตอฟ (Gherman Titov) เป็นตัวสำรอง

วันสำคัญของวงการอวกาศ

วันสำคัญมาถึงในวันที่ 12 เม.ย.1961 ทั้งกาการินและติตอฟตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ฐานปล่อยจรวด และเวลา 09.07 น. ก็เป็นเวลาสำคัญของวงการอวกาศรัสเซียหรือสหภาพโซเวียตในขณะนั้น เมื่อกาการินทะยานฟ้าไปพร้อมกับยานวอสตอก 1 (Vostok 1) และได้ตะโกนคำว่า “ไปกันเลย!” ในภาษารัสเซียที่ออกเสียงว่า “โปเยคฮาลืย์!” (Poyekhali) หากแต่เอเอฟพีระบุว่าคำดังกล่าวยังถอดความได้ว่า “เรากำลังออกไปแล้ว!” ได้เช่นกัน

หลังโคจรรอบโลก 108 นาทีกาการินได้กลับสู่ชั้นบรรยากาศโลก และดีดตัวออกจากยานที่ความสูง 7,000 เมตร ตามแผน และโดดร่มลงสู่พื้นโลกในเมืองซาราตอฟ (Saratov) ซึ่งอยู่ในรัสเซียตอนกลาง โดยผู้ที่พบเขาคนแรกเป็นชาวไร่ชื่อ อันนา ตักฮตาโรวา (Anna Takhtarova) และหลานสาววัย 4 ขวบคือ มาร์การิตา (Margarita)

ภายหลังมาร์การิตาให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า เธอเห็นตัวประหลาดสีส้มหัวใหญ่ๆ เดินตรงมาที่เธอและย่า แล้วย่าของเธอได้ช่วยกาการินถอดหมวกนิรภัยออก โดยกดปุ่มบางอย่าง และเมื่อเห็นใบหน้าที่ยิ้มให้อยู่เบื้องหน้า ทั้งย่าและหลานจึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นคือมนุษย์

หากแต่เป็นเวลาหลายปี ที่สหภาพโซเวียตปกปิดเรื่องการกระโดดร่มลงพื้นโลก เพราะว่าตามกฎการบินของโลกในสมัยนั้น ผู้ที่จะนำยานพาหนะลงจอดได้ต้องได้รับการอนุญาตตามกฎหมาย

ลูกช่างไม้ได้ท่องอวกาศ

กาการินเกิดเมื่อปี 1939 โดยเป็นลูกของช่างไม้ และในปี 1941 นาซีได้เข้ายึดครองหมู่บ้านของเขา ที่อยู่ทางตะวันตกของรัสเซีย เขาจึงไม่ได้ไปโรงเรียนจนถึงปี 1943 แต่หลังจากเรียนจบ 7 ปีในโรงเรียน เขาก็ได้รับการฝึกฝนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในโรงงาน ไม่ต่างจากชาวโซเวียตอีกหลายล้านคนในยุคนั้น

ด้วยความหลงใหลในเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก กาการินได้เข้าร่วมชมรมการบินเมื่ออายุ 20 ปี และต่อมาได้รับการฝึกให้เป็นนักบินสู้รบในโรงเรียนฝึกทหาร และได้สมัครเป็นตัวแทนมนุษย์อวกาศคนแรกในโครงการลับเมื่อปี 1959 แม้จะมีส่วนสูงเพียง 160 เซนติเมตร และได้รับเลือกด้วยเหตุผลว่า เขาเป็นมิตรกับทุกคนและมีบุคลิกที่เข้าถึงประชาชน

จากคำเปิดเผยของ บอริส วอลินอฟ (Boris Volynov) นักบินอวกาศรัสเซีย ผู้มีชีวิตร่วมสมัยกับกาการินกล่าวว่า บุคลิกของกาการินไม่ใช่ผู้นำ แต่เขาเป็นมิตรกับทุกคน และยังได้รับการปฏิบัติจาก เซอร์เกย์ โคโรยอฟ (Sergei Korolev) เจ้าพ่อแห่งวงการอวกาศรัสเซีย ผู้อยู่เบื้องหลังการส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 (Sputnik1) และการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศราวกับเป็นลูกชายตัวเอง

ตายปริศนา

หลังสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการอวกาศได้เพียง 7 ปี กาการินก็จบชีวิตลง หลังประสบอุบัติเหตุจากซ้อมขับเครื่องบินรบเมื่อวันที่ 27 มี.ค.1968 โดยเครื่องเครื่องบินรบตระกูล “มิก” (Mig fighter) ที่เขาซ้อมรบร่วมกับครูฝึกคือ วลาดิมีร์ เซอร์ยอกิน (Vladimir Seryogin) ได้ตก ในแคว้นวลาดิมีร์ซึ่งอยู่นอกกรุงมอสโกว์

อุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจน บ้างว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนระดับเพดานบินอย่างรวดเร็วเพื่อ หลบหลีกสิ่งกีดขวาง บ้างว่าถูกโจมตีโดยอากาศยานอื่น บ้างก็ว่าขาดออกซิเจนในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิษฐานว่า อุบัติเหตุดังกล่าวอาจเกิดมีสาเหตุจากนักบินร่วมของเขา หรืออาจเป็นคำสั่งของ เลโอนิด เบรซเนฟ (Leonid Brezhnev) ผู้นำโซเวียตคนใหม่ ที่อิจฉาความโด่งดังของเขา

การเสียชีวิตของกาการิน ได้รับการบันทึกจากคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียต และสภารัฐมนตรีในวันที่ 28 พ.ย.1968 ว่าเป็นเรื่อง “ลับเฉพาะ” ซึ่งเอกสารของคณะกรรมการระบุว่า การซ้อมรบของกาการินและนักบินร่วมนั้น ได้นำเครื่องบินไปเผชิญกับภาวะวิกฤต และการหยุดทำงานกลางคันของเครื่องยนต์ ท่ามกลางสภาพอากาศอันย่ำแย่

มีข้อสันนิษฐานมากมายเกี่ยวกับสาเหตุการตายของกาการิน แต่ทั้งหมดล้วนไม่มีหลักฐานรองรับ แต่ล่าสุดสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทางการของรัสเซียได้เปิดเผยเอกสารที่ไม่เป็นความลับอีกต่อไป ซึ่งระบุว่า ความตายอันเป็นปริศนาของเขานั้นเกิดการซ้อมรบเพื่อหลบบอลลูนตรวจสภาพอากาศ อย่างฉับพลัน

แม้สหภาพโซเวียตจะล้มสลายไปแล้ว แต่กาการินก็ยังกลายเป็นวีรบุรุษในยุคคอมมิวนิสต์ไม่กี่คน ที่ยังได้รับศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลาย สเปซเดลีรายงานว่า เมื่อปี 2010 ที่ผ่านมากาการินติดอันดับสูงของในการสำรวจบุคคลสำคัญ อันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแห่งศตวรรษที่ 20 โดยได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18-24 ปี.


ภาพยูริ กาการิน ขณะนั่งรถโดยสารไปขึ้นยานวอสตอก 1 เมื่อวันที่ 12 เม.ย.1961 (เอเอฟพี)


กาการินเยือนลอนดอนเมื่อวันที่ 11 ก.ค.1961 ไม่กี่เดือนหลังขึ้นไปสัมผัสอวกาศ (เอเอฟพี)


กา การิน พร้อมวาเลนตินา (Valentina) ภรรยา และ เยเลนา (Yelena) ลูกสาว ถ่ายร่วมกันระหว่างพักผ่อนริมแม่น้ำคลีอัซมา (Klyazma) เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.1960 ก่อนท่องอวกาศในปีต่อมา (เอเอฟพี)


จรวดนำยานวอสตอก1 ทะยานฟ้าในวันที่ 12 เม.ย.1961 วันที่มนุษย์แรกได้สัมผัสอวกาศ (เอเอฟพี)


ยานวอสตอก 1 ตกห่างจากกรุงมอสโกว์ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 700 กิโลเมตร โดยยานตกมาเปล่าๆ ส่วนกาการินโดดร่มแยกออกมา (เอเอฟพี)


รูปปั้นกาการินหน้าศูนย์แสดงนิทรรศการรัสเซีย (All-Russian Exhibition Center: VVTs) ในกรุงมอสโกว์ (เอเอฟพี)


ภาพยนตร์เรื่อง First Orbit ฉลอง 50 ปีการส่งมนุษย์อวกาศครั้งแรก (ความยาว 1 ชั่วโมง 39 นาที 15 วินาที)


ที่มา
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000045879
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000045939

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นการเสนอผลงานการดำเนินการเป็นเอกสาร จัดว่าเป็นขั้นตอนสำคัญอีกประการหนึ่งของโครงงาน เมื่อนักเรียนดำเนินการทำโครงงานจนครบขั้นตอนได้ข้อมูล ทำการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งแปรผล และสรุปผลแล้ว งานขั้นต่อไปที่ต้องทำคือ การเขียนรายงาน
การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้เข้าใจแนวความคิด วิธีดำเนินงานศึกษาค้นคว้าข้อมูล ผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุป และข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น

การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
4. บทคัดย่อ
5. กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ)
6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
8. สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี)
9. ขอบเขตของการทำโครงงาน
10.วิธีดำเนินการ
11.ผลการศึกษาค้นคว้า
12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ
13. เอกสารอ้างอิง

1. ชื่อโครงงาน
ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยา ศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหาร ได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะสื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ ชัดเจน

2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถ ติดตามได้ที่ใด

3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย

4. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ

5. กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ)
ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลาย ฝ่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย

6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
- แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา
- แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล
- ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป
การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป
ส่วนที่ 1 คำนำ :เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง :อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้
ส่วนที่ 3 สรุป :สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1

7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
วัตถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบ ถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ

8. สมมติฐานของการศึกษา
สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว

9. ขอบเขตของการทำโครงงาน
ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนด กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา
2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน

10. วิธีดำเนินการ
วิธีดำเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำ โครงงาน ตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย
1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง

11. ผลการศึกษาค้นคว้า
นำเสนอข้อมูลหรือผลการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย

12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ
อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่าข้อมูล ที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้ อกจากนี้ยังควรกล่าวถึงการนำผล การทดลองไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงานหรือข้อสังเกตที่สำคัญหรือข้อผิดพลาด บางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษา ค้นคว้าในเรื่องที่ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย

13. เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลักการ ที่นิยมกัน